~ C a m b o d i a T r i p ( M a r 0 5) ~

ก่อนจะไป…
   ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากเพื่อนๆรอบกายมากมาย เกี่ยวกับประเทศเล็กๆแห่งนี้ ทั้งอย่างให้ไป และไม่อยากให้ไปเยือน แต่จากคำพูดต่างๆที่ได้ยินได้ฟังมา ก็มาทำให้เราเกิดความอยากรู้และอยากเห็น ว่ามันจะเป็นอย่างไร แต่จะให้สะพายเป้ลุยไปเที่ยวที่นี่ ขอบอกว่าไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่าเค้าพูดภาษาอังกฤษบ้างได้กันหรือเปล่า เราก็พูดภาษาเขมรไม่เป็นซะด้วยซิ ว่าแล้วเราก็ไปตื้อเพื่อนในแกงค์ที่อยากไปเขมรที่มีวันว่าง(และมีตังด์เหลือเที่ยว)มาได้ 1 คน ผู้โชคดีคนนั้นก็คือ น้องนุ (ท่านประธานชมรมของเรานั่นเอง) หลังจากขออนุญาติแฟนเค้า(ที่ไม่ว่างไปด้วยกัน)เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มหาข้อมูลจะซื้อทัวร์ พอดีมีงานท่องเที่ยวที่ศูนย์สิริกิต์ น้องนุไปเดินเก็บข้อมูลมา1 รอบและก็คุยกันว่าจะเลือกใช้บริการของที่ไหนดี และเลือกโปรแกรมไหนดี  สรุปว่าเราตกลงซื้อทัวร์ของ บ. อิน
โดไชน่าเอ็กพลอเรอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (น้องนุถูกใจ Saleman คุยเก่งเหลือเกิน) เลือกทัวร์ 4วัน 3คืน (เทียบดูแล้ว ทัวร์ 3วัน 2 คืน เที่ยวเร่งรัดเกินไป อยากเที่ยวแบบสบายๆนะ) จากนั้นก็เตรียมเอกสารเพื่อส่งทำวีซ่า โอนเงินค่าทัวร์-ลางาน เท่านี้ก็เสร็จ ได้ไปแล้ว เขมร

24 Mar 2005
     วันออกเดินทาง ออกจากบ้านตั้งแต่ตี 4 ครึ่งเพราะทางทัวร์นัดเราไว้ที่อนุเสาวรีย์ชัยตอนตี 5 ครึ่ง นั่งรถ Taxi ไปถึงสักพักก็เจอกับน้องนุ ทางทัวร์ก็โทรมาถามว่าถึงหรือยัง วันนี้มีเรากับนุเดินทางแค่ 2 คน (ก็แน่ละ ไม่ใช่วันหยุดเทศกาลนี่นา) ทางทัวร์เลยจัดให้เราเดินทางไปพร้อมกับกลุ่มที่เดินทางไปแสวงโชค (ไม่ใช่แสวงบุญนะจ๊ะ ออกแนวแสวงบาปมากกว่า คือคุณลุงคุณป้าที่ไปเล่นการพนันที่บอนตามชายแดนเขมร) ผู้ดูแลในรถก็บอกให้นั่งตามสบาย หลับก่อนก็ได้ เดี๋ยวถึงจะเรียก เรากับนุนั่งด้วยกัน แล้วก็ดูคนที่ขึ้นมา ท่าทางจะเป็นขาประจำรู้จักกันทั้งนั้น หลับๆตื่นๆอยู่พักสักใหญ่ ประมาณ 9โมงก็เดินทางมาถึงชายแดนอรัญประเทศ (ที่มีตลาดโรงเกลือ งัย) ไปถึงก็มีคนจากทัวร์มารับเราทั้ง 2 คน รถจอดแถวๆแนวชายแดน มีชาวเขมรทั้งผู้ใหญ่และเด็กน่าตาน่ากลัว จ้องมองเราพอสมควร ไกด์ก็บอกว่าให้ยืนรอก่อน พอดีเราอยากเข้าห้องน้ำเลยเดินไปเข้าห้องน้ำ พอออกมาหานุไม่เจอ (ตกใจเหมือนกันนะ หายไปไหน) ก็รีบเดินหาแถวนั้น ปรากฏว่ากล้องดิจิตอลของนุหาย
ไม่รู้ลืมไว้ในรถหรือเปล่า วิ่งตามไปดูก็ไม่มี เราก็ไม่ได้ดูว่าตอนลงมามีหรือเปล่า (เศร้าเลย) นุบอกไม่เป็นไร ถือว่าฟาดเคราะห์ไปละกัน จากนั้นไกด์ก็พาเดินไปยังตรวจคนเข้าเมือง ตรงส่วนนี้ต้องเตรียม Passpost ที่ทำวีซ่าแล้วไปโชว์ เค้าจะแสตมป์ในสมุดเราแล้วเดินผ่านออกมา เป็นอันเสร็จ แล้วไกด์ก็พาเราเดินผ่านเข้ามาในเขตเขมร (ขอบอกว่าน่ากลัวมากค่ะ… มีเด็กนั่งขอทานตามทางเยอะมากๆ บางคนก็จะเดินตามเรา พอเห็นไกด์ไล่เค้าก็จะไปกัน (ไกด์บอกสงสารก็ห้ามให้ของนะ เดี๋ยวมาเป็นร้อย) แล้วเราก็ต้องไปผ่านอีกที่นึ่ง เค้าก็ดูPassport เรา (เท่าที่สังเกตุเค้ามีกล้องในเคาเตอร์ถ่ายรูปเราเอาไว้ด้วยตอนเราไปยืนรอด้วย) ตอนนี้ไกด์เดินไปไหนไม่รู้เค้าบอกว่าผ่านขั้นตอนนี้แล้วให้รออยู่ที่นั่น พอเค้ามาก็ถามเราว่าเสียตังค์ไปเท่าไหร่ เราบอกไม่เสีย เค้าบอกว่าบางทีเจ้าหน้าที่ก็เก็บเงิน (เข้ากระเป๋าตัวเอง) สงสัยเราจะดูเป็นเด็กเรียบร้อยเค้าเลยไม่เอาเงิน อิอิ หลังจากผ่านเข้าตอนนี้ เราก็ไปเจอคนขับรถ กับรถที่เราจะใช้ตลอดทัวร์ครั้งนี้ ตกใจเล็กน้อย มันคือรถTOYOTA CAMRY รุ่นเก่า แต่แอร์เย็นสบาย เค้าบอกว่าถ้าลูกทัวร์มากันสองคนก็จะได้นั่งแบบนี้ทัวร์ ถ้ามามากกว่านี้ก็อาจจะเป็นรถตู้ (สะดวกสบายกว่าที่คิดนะ) ลืมบอกว่าไกด์คนเขมรพูดไทยคล่องปรือ เค้าก็เล่าประวัติเมืองปอยแปด เสียมเรียบไปเรื่อยๆ ตลอดทางถนนจะเป็นดินแดง บางทีรถวิ่งทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งไปหมดมองไม่เห็นรถคันหน้าเลยก็มี แล้วถนนก็ยังเป็นหลุมเป็นบ่อ (ได้ข่าวว่าเค้ายังสร้างถนนไม่ได้เพราะติดสัญญากับทางสายการบินแห่งหนึ่ง เพราะถ้าสร้างถนนแล้วคนจะบินน้อยลงทำให้สายการบินเสียหาย คิดได้งัยเนี่ย ชาติจะเจริญขึ้นอีกเยอะถ้าถนนตัดผ่านนะ) สองข้ามทางดูแห้งแล้งมากๆ ไกด์บอกว่าเพราะปลูกอะไรไม่ค่อยได้ ต้องเอาของเข้ามาจากทางประเทศไทย ประมาณบ่ายโมงก็เวาะรับประทานอาหารที่เมืองศรีโสภณ อาหารก็คล้ายๆกับที่เมืองไทยนะ ทางทัวร์ก็สั่งอาหารไว้ให้แล้ว อาหารอร่อย และเยอะจนทานไม่หมด ทานเสร็จ กำลังจะขึ้นรถ รถดันสตาร์ทไม่ติด เค้าบอกขอเวลาซ่อมหน่อย ให้นั่งรอ เราก็นั่งรอดู เค้าซ่อมสักครู่ก็สาร์ทได้ แล้วก็เดินทางกันต่อ (โล่งอก นึกว่าเอาแล้ว กลับบ้านไม่ได้ต้องอยู่เขมรแล้ว) ถึงเมืองเสียมเรียบแล้ว เมืองนี้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยโรงแรม บางถนนสองข้างทางมีแต่โรงแรม (ที่เจ้าของส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ รวมถึงคนไทยด้วย) เราแวะไปที่สำนักงานบริษัททัวร์เพื่อเปลี่ยนไกด์ ไกด์พาเราไปยังโรงแรมที่พักก่อน ชื่อโรงแรม ชาลีน่า

แล้วก็ให้เวลาพักผ่อนประมาณ 1ชม. เราก็พักผ่อนในห้อง สำรวจรายการทีวีที่นี่ แล้วเค้าก็มารับไปเที่ยวต่อ ลืมบอกไกด์เราเป็นผู้หญิงชื่อคุณเกียวซึ่งจะดูแลพวกเราจนจบทริปนี้ นั่งรถเข้าไปจามถนนที่ 2 ข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นตลอดทาง ผ่านปราสาทนครวัตด้วยแต่เรายังไม่เที่ยววันนี้ ที่ที่เราจะไปวันนี้คือปราสาทนครพนมบาเค็ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาดูพระอาทิตย์อัสดง ทางเดินขึ้นไปก็ค่อนข้างลำบากนิดหน่อย (ทำให้คิดถึงภูกระดึงบ้านเราเลย) ถ้าไม่อยากเดินก็มีบริการช้างให้นั่ง ราคาประมาณ10ดอลล์ (ลืมบอกว่าที่นี่เค้ารับเงินดอลล่าจากนักท่องเที่ยว มากกว่าเงินเรียวของเค้าเอง ส่วนเงินไทยเค้าก็รับเหมือนกัน แต่เฉพาะร้านในตัวเมือง บางทีไปซื้อของด้วย ดอลล่า เค้าจะทอนเป็นเงินเรียว เงินดอลล่าใช้แบค์เท่านั้นไม่มีเงินเศษ) สังเกตจาดนักท่องเที่ยวแล้วก็มีคนญี่ปุ่นมากที่สุด ตามมาด้วยชาวยุโรบ(ไม่รู้ชาติไหนบ้างแยกไม่ออก) ชาวไทยวันนี้ยังไม่เจอ พอขึ้นไปถึงก็จะมีปราสาทให้เราขึ้นไปอีก คราวนี้มีบันไดให้ขึ้น แต่ขั้นบันไดแคบมากๆ ไกด์บอกว่าสร้างแบบนี้เวลาเดินก็ต้องก้มมองคั่นบันได ถือเป็นการทำความเคารพไปด้วย ขึ้นไปถึงส่วนยอด ก็สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้ ที่นี่ยังมีสีเขียวอยู่มากมาย (ไม่เหมือนกรุงเทพบ้านเรานะ) เค้ามีบริการบอลลูนชมวิวด้วยไกด์บอกถ้าอยากขึ้นจะพาไปแต่เราขอประหยัดไม่ไปดีกว่า(ค่าขึ้นประมาณ 10ดอลล่า) อีกอย่างคืออากาศครึ้มๆ ท้องฟ้าไม่โปร่ง ถ้าขึ้นไปถ่ายรูปไม่ได้ก็เสียดายดิ หลังจากนั้นก็เดินทางมาทางเดิม ไปแวะร้านค้า ทีเด็กเล็กขายของที่ระลึกอยู่แถวนั้น เค้าจะวิ่งกันเข้ามาขายของ เราก็ช่วยซื้อ Postcard ไป 1ชุด เด็กๆคิดว่าเราสองคนเป็นญี่ปุ่น(เหมือนทั้งคู่) พูดญี่ปุ่นใส่เราไฟแลบ (เก่งกว่าเราอีก) พวกเราก็เล่นด้วยใส่ภาษาญี่ปุ่นกลับ สุดท้ายเค้ารู้ว่าเป็นคนไทย พูดภาษาไทยกับพวกเรา แต่ฟังไม่ค่อยออก อิอิ หลังจากนั้นคุณไกด์ก็พาเราไปทานเข้าเย็น เค้าเตรียมไว้แล้วเหมือนกัน อาหารจะไม่หรูหรามาก แต่ว่าอร่อยแล้วก็เยอะจริงๆ เสียดายของกินไม่หมด (ไกด์เค้าจะแยกไปทาน ไม่ยอมมาทานกับเรา ถึงจะชวนแล้วก็ตาม เค้าบอกว่าเป็นกฏห้ามนั่งกับลูกทัวร์) หลังจากนั้นก็ส่งเรากลับที่โรงแรม เราก็ขอพักผ่อนก่อน วันนี้เดินทางทั้งวัน เหนื่อยล้าแล้ว

>

25 MAR 05
วันนี้ก็ตื่นแต่เช้า เมื่อคืนมีฝนตก(ตามที่เราอธิฐานไว้) อากาศเลยไม่ค่อยร้อนมาก เราก็ไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม เป็นบุปเฟ่ มีอาหารหลากหลายมาก เหมือนอยู่เมืองไทยเลย รสชาติใช้ได้ ผลไม้ เท่าที่สังเกต จะมีผลไม้บังคับคือ แตงโม สัปปะรด และกล้วยไข่ ประมาณ 9 โมงเช้าไกด์ก็มารับเราที่โรงแรมเดินทางไปยังปราสาทบันทานสรี 

ชมปราสาทบันทรายสรี สร้างตอนปลายสมัยพระเจ้าราเชนทรวรมิน(พ.ศ. 1510) เสร็จในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 โดยพราหมณ์ยัชญวราหะ ซึ่งเป็นราชปุโรหิต ปราสาทนี้สร้างขึ้นถวายแด่พระศิวะ บันทรายสรีแปลว่าป้อมสตรีที่เรียกเช่นนี้เพราะเหตุว่าสร้างขึ้นด้วยหินทรายสีชมพูเนื้อละเอียด มีการแกะสลักลวดลาย งดงาม จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “รัตนชาติแห่งศิลปเขมร”  ต่อด้วยปราสาทตาพรหม สร้างในปีพ.ศ. 1729 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เพื่ออุทิศถวายแด่พระมารดา เป็นวัดในพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่โต ตั้งอยู่กลางป่ามีแมกไม้ปกคลุม ชมต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดได้ที่นี่ (ที่Tomb Rider มาถ่ายภาพยนตร์) ต้นไม้สะปงขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานมากๆ แผ่รากเกาะกุมระเบียงคด ประทับใจกับความใหญ่โตมากๆเลย หลังจากพักรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแล้ว เราก็เดินทางต่อไปยัง ปราสาทนครวัด ซึ่งสร้างในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2(พ.ศ. 165-1688) สุดยอดของงานสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดของเขมรและเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ชมภาพแกะสลักจากวรรณกรรมอมตะของอินเดีย เรื่องรามายณะและมหาภารตะ (เป็นการต่อสู่กันระหว่างความดีกับความชั่ว) ตื่นตาตื่นใจกับภาพแกะสลักนางอัปสรจำนวน1800 กว่านางที่ยืนรายรอบทั่วทุกผนังแต่ละนางมีลีลาอ่อนช้อยและทรวดทรงที่สวยงามยิ่งพร้อมใส่เครื่องประดับแตกต่างกันไปแม้จะมีเป็นพันๆ นางก็ไม่เหมือนกันสักนางเดียว (อันนี้ไกด์พาไปดู นางอัปสรที่คนนิยมมาดูกัน เช่น นางอัปสรที่ยิ้มเห็นฟัน นางอัปสรที่ใส่เสื้อผ้าเซ็กซี่ ทำผมทรงแปลกๆเป็นต้น ก็แปลกดีนะ) หลังจากเดินชมสถาปัตยกรรมอยู่ชั้นนอกแล้วก็เดินเข้าสู่ตัวปราสาท เข้าสู่ขั้นในต้องเดินขึ้นไปยังส่วนบนของปราสาทที่สูงมากๆ (กะว่าจะไม่ขึ้นแล้วนะเห็นความสูงชันของบันได พอดีว่าไกด์บอกว่ามีทางขึ้นที่เค้าทำที่จับให้และขั้นบันไดไม่ชันมาก มาถึงแล้วก็ต้องดูให้ครบล่ะนะ) ขึ้นไปข้างบนก็สามารถมองลอดช่องเห็นวิวเมืองได้อีกหน่อย ข้างบนเป็นส่วนทำพิธีที่เมื่อก่อนมีสระน้ำ 4 สระอยู่ข้างบนด้วย แต่ตอนนี้เพื่อความปลอดภัยของสถานที่เลยไม่มีน้ำในสระให้เห็น หลังจากนั้นเราเดินทางต่อไปเพื่อชมปราสาทบายน ระหว่างทางได้แวะถ่ายรูปที่กำแพงเมือง สะพานนาคราช ซึ่งด้านหนึ่งเป็นศิลาสลักเป็นรูปเทวดากำลังฉุดนาค ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปอสูรซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่า 5 เท่าคนจริงรวมกันถึง 108 ตนเป็นสะพานที่กษัตริย์เขมรใช้เป็นทางเสด็จผ่านเข้าออกเมืองนครธมของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นำชมประตูเมือง ที่มียอดเป็นรูปพระโพธิสัตว์หันพระพักตร์ไปทั้งสี่ทิศที่วิจิตรพิศดารกว่าประตูเมืองโบราณอื่นๆ (ประตูแห่งนี้ต้องเข้าออกเป็นวันเวย์เพราะขนาดเล็ก รถยนต์ผ่านได้ครั้งละ 1 คันเท่านั้น แต่ที่เขมรรถไม่ติดเหมือนกรุงเทพฯ เลยไม่มีปัญหาจ๊ะ) ถึงปราสาทบายนช่วงเย็นก็รีบเดินเพราะถ้าแสงหมดจะถ่ายรูปไม่สวยนะ  ปราสาทบายน ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของนครธม และศูนย์กลางจักรวาลตามคติความเชื่อของฮินดู ปรางค์ปราสาทซึ่งสลักเป็นรูปใบหน้าที่มองไปแต่ละทิศใบหน้าเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของเทพประจำทิศ 4 ทิศ พี่ไกด์พาเราไปถ่ายรูปตามมุมต่างๆ พี่เค้าเคยพาช่างภาพทัวร์มาก่อนก็เลยรู้ว่าควรจะถ่ายรูปที่มุมไหน เราก็เลยได้วัดรอยยิ้มกับใบหน้าแกะสลักซะเลย

จากนั้นไปชมบัลลังก์ช้าง ปราสาทปาปวน ปราสาทพิมานอากาศ ศาลพระเจ้าขี้เรือน อยู่ในบริเวณใกล้ๆกัน ค่ำพอดี ไปรับประทานอาหารเย็น (ร้านอาหารไม่มีซ้ำเลย) แล้วก็ได้เวลากลับไปพักผ่อนที่โรงแรม

 

 

 

26 MAR 06
วันนี้หลังจากอาหารเช้าที่โรงแรมเราก็ออกเดินทางไปยังเขาพนมกุเลน ที่นี่เป็นทางขึ้นเขาที่เป็นวัน-เวย์(อีกแล้ว) พี่ไกด์บอกว่า ก่อนเที่ยงให้รถขึ้น หลังเที่ยงให้รถลง (เป็นอันว่าขึ้นเขาช่วงบ่ายไม่ได้นั่นเอง ยกเว้นเดิน กับจักรยาน/มอเตอร์ไซด์นะ) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2ชม.รวมขึ้นเขาเราก็ไปถึงวัดเขาพนมกุเลน

ไปนมัสการพระรูปปางไสยาสน์ที่เคารพสักการะของชาวเขมรบนโบสถ์ลอยฟ้า เป็นพระที่เกาะสลักจากหินธรรมชาติก้อนใหญ่(พี่ไกด์บอกว่าหินมันงอกขึ้นไปอีกด้วย)

หลังจากนั้นไปยังต้นน้ำเสียมเรียบเพื่อชมแท่นศิวลึงค์นับพันที่อยู่ใต้น้ำ หลังจากนั้นก็แวะทานข้ากล่องที่ลานเหนือน้ำตกบนยอดเขา หลังจากนั้นเราเดินทางต่อไปยังโตนเลสาบ เพื่อชมทัศนียภาพเหนือทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย นั่งเรือเล็กไปชมความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่สร้างบ้านในเรืออยู่กันเป็นชุมชนในน้ำ มีทั้งโรงพยาบาลและโรงเรียน ไปแวะซื้อสินค้าที่ระลึกในเรือขายของและชมวิว หลังจากนั้นไกด์พาเราไปแวะที่ตลาดขายของที่ระลึกในเมือง และชมโรงงานเกาะสลักที่มีงานเกาะสลักขาย (ราคาแพงไปนิดเลยไม่ได้ซื้อของฝากจากที่นี่) เราได้ลองอาหารพื้นเมืองที่ทำจากขนมปังฝรั่งเศสใส่ไส้หมูยอและเครื่องปรุงต่างๆ อร่อยดี

แล้วก็น้ำปั่น (อย่าคิดเชียวว่าจะเหมือนบ้านเรา) มันเป็นน้ำปั่นผลไม้รวม (ชื่อหรูไหม) แบบว่ารวมจริงๆ ทั้งทุเรียน, ขนุน, สัปปะรด, มะละกอ, เอ็บเบิ้ล ไม่รู้ที่บรรยายมาครบหรือยังนะ แถมด้วยนมข้น ออกมา เข้นสุดๆ แต่ขอบอกว่าหอมหวานมันมากๆ (ลองชิมดูนะ)

หลังจากนั้นไกด์ก็ให้เรากลับไปพักผ่อนที่โรงแรม จะมารับไปกินข้าวตอน1ทุ่ม วันนี้เราจะไปทานอาหารที่ร้านอาหารซึ่งมีการแสดงโชว์นาฏศิลป์กัมพูชา ระบำอัปสรา อาหารเป็นบุพเฟ่ห์อาหารนานาชาติ มีให้เลือกชิมมากมายหลายชนิด ที่นี่ได้ยินเสียงคนไทยบ้าง เพราะว่าเป็นร้านอาหารยอดนิยมอันดับหนึ่งของเมือง มีนักท่องเที่ยวมาทานข้าวเยอะมากๆ หลังจากอิ่มหน่ำสำราญแล้วก็ได้เวลาไปพักผ่อน (กินแล้วก็นอน ดีจังเลย) แต่ว่าเรากับนุก็ออกไปเดินเล่นที่ถนนแถวโรงแรม เราเดินกันไปถึงตลาดที่ขายของต่างๆ เดินดูของนิดหน่อยก็กลับโรงแรม

 27 MAR 06
วันนี้ช่วงเช้าไม่มีโปรแกรมเที่ยวแล้ว ไกด์ใจดี พาไปซื้อของที่ระลึกที่ตลาดเดิมที่เมื่อวานไปกัน เราก็เดินดูของฝากกับนุ ไม่รู้จะซื้ออะไรดี เพราะว่าของส่วนใหญ่คล้ายๆกับที่เมือง
ไทย เราอยากได้ของที่ไม่มีขายที่เมืองไทยมากกว่านะ ได้กระเป๋าถือ1ใบฝากคุณแม่ (หวังว่าเมืองไทยคงไม่มีนะ) ช็อปปิ้งกันได้สักพักก็เดินทางไปโรงแรมเก็บกระเป๋าเพื่อเดินทางกลับไปยังชายแดนปอยแปด ส่วนใหญ่เราทั้งสองคนจะหลับเนื่องจากเหนื่อยจากการทัวร์และอากาศร้อน แต่ก็ตื่นมาดูทิวทัศน์2ข้างทางบ้าง เมื่อเดินทางมาถึงจุดนัดพบบริเวณใกล้ๆด่านแล้ว ทางทัวร์ก็จัดเจ้าหน้ามารับ เค้าให้เราเข้าไปทานอาหารกลางวันที่คาสิโนแห่งหนึ่ง นุเกือบจะเข้าไม่ได้เนื่องจากใส่กางเกงลายทหาร เค้าบอกให้เปลี่ยนเข้าไม่ได้ พอดีทุกตัวที่มีก็ลายทหารหมด โชคดีที่เจ้าของบริษัททัวร์เดินมาหาพอดีก็เลยบอกเค้าว่ามาทานอย่างเดียวไม่เข้าไปเล่นในคาสิโน เค้าก็เลยให้เข้า น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง คนมาเล่นการพนันมีแต่คนไทยทั้งนั้น บางคนยังดูเป็นวัยรุ่นอยู่เลย บางคนพาเด็กเล่นๆมาด้วย โตขึ้นจะเป็นยังงัยนะเด็กคนนั้น น่าสงสารจัง ขอบอกว่า การตกแต่งของคาสิโนเนี่ย เลิศมากๆ ประมาณว่าต่างกับบรรยากาศข้างนอกที่มีขอทานและคนทำงานหนักที่ใส่เสื้อผ้าปอนๆเลย ส่วนพนักงานของที่นี่ก็เป็นชาวเขมรที่พูดไทยได้ (ถึงจะไม่ค่อยชัดก็เถอะ) หลังจากทางอาหารเสร็จแล้ว เค้าก็พาเราเดินข้ามชายแดน ตรวจหนังสือเดินทาง แล้วผ่านตรวจคนเข้าเมือง ที่ด่านก็มีแต่คนเดินทางเข้าออกเพื่อไปเล่นการพนันทั้งนั้น เห็นมีคนไทยก็เราสองคนที่แบกเป้มาเที่ยว หลังจากนั้นเราก็ถูกตรวจเข้าของในกระเป๋าอีก แต่เค้าเห็นเรากับนุเป็นเป้ใหญ่พอเปิดออกเป็นเสื้อผ้าก็ให้ผ่าน (น่าจะตรวจหายาบ้านะเนี่ย) แล้วเราทั้ง2คนก็ได้ไปรอรถที่ออฟฟิตของบริษัททัวร์ ฝากกระเป๋าไว้แล้วเราก็ไปเดินเล่นที่ ตลาดโรงเกลือ แต่ว่าฝนดันตกก็เลยต้องวิ่งกลับมาหลบฝนที่ออฟฟิตต่อ (ไม่มีโชคเรื่องเสียตังค์) พอ 5 โมงก็เตรียมตัวไปขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับยังกรุงเทพฯ รถมาถึงอนุเสาวรีย์ชัยประมาณ 1ทุ่ม เราก็นั่งรถไฟฟ้า ต่อรถ Taxi เพื่อกลับบ้าน

 
บทสรุป
     การเดินทางไปยังเขมรครั้งนี้ก็ทำให้เราประทับใจในสถาปัตยกรรมของเขมรมากๆ รู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตของเขมรที่สามารถสร้างปราสาทต่างๆได้งดงามและน่าอัศจรรย์อย่างมาก แต่เมื่อย้อนกลับมาดูวิธีชีวิตของชาวเขมรแล้วยังน่าสงสารยิ่งนัก ทั้งรัฐบาลสหรัฐและญี่ปุ่นต่างก็ให้ความช่วยเหลือประเทศนี้ แต่ชาวบ้านยังคงอยู่กันแบบแล้งแค้นและไม่ปลอดภัยอยู่ เนื่องจากการเมืองที่ไม่ค่อยจะโปร่งใส แล้วยังมีนักการเมืองที่โกงกินอีก ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ประเทศจึงจะพัฒนาได้….
    คราวหน้าถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวอีก คิดว่าจะเอาเสื้อผ้าหรือส่งของที่ไม่ใช้แล้วไปบริจาคที่นั่นนะ…ถ้าใครมีโอกาสก็น่าจะลองไปเที่ยวดูนะ
 

This entry was posted in Cambodia Trip. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s